เจาะลึกกองทุนไทย

กองทุนไทยลงทุนต่อใน Master Fund หรือ ETF อะไร: วิธีดูและเหตุผลที่ควรรู้

เมื่อกองทุนไทยเป็น feeder fund ที่ลงทุนต่อใน master fund หรือ ETF ต่างประเทศ จะดูอย่างไรว่ากองไหนไปลงทุนที่ไหน พร้อมเหตุผลที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

อ่าน 10 นาที

คนที่ลงทุนกองทุนรวมในไทยหลายคนเลือกกองจากชื่อหรือผลตอบแทนย้อนหลัง ซึ่งดูเข้าใจง่าย แต่พอเปิดหนังสือชี้ชวนจะพบว่ากองทุนไทยจำนวนมากไม่ได้ลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้โดยตรง หลายกองเป็น "กองตัวกลาง" ที่รับเงินจากนักลงทุนไทยแล้วนำไปลงทุนต่อในกองทุนหลักหรือ ETF ต่างประเทศ ซึ่งเรียกกันว่า feeder fund และกองทุนที่ถูกลงทุนต่อเรียกว่า master fund

การรู้ว่ากองทุนไทยที่เราถืออยู่ ไปลงทุนต่อที่ไหน ช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นขึ้นมาก เพราะกองทุนไทยหลายกองที่ชื่อต่างกันอาจพาเงินของเราไปอยู่ในสินทรัพย์เดียวกัน

คำศัพท์ที่ต้องรู้ก่อน

คำ ความหมาย
Feeder fund กองทุนที่รับเงินจากนักลงทุนแล้วนำไปลงทุนในกองทุนอื่นเป็นหลัก
Master fund กองทุนหลักที่ feeder fund เข้าไปลงทุนต่อ มักอยู่ต่างประเทศ
ETF (Exchange-Traded Fund) กองทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ มักพยายามเลียนแบบดัชนีหรือสินทรัพย์อ้างอิง
หนังสือชี้ชวน เอกสารที่ บลจ. เปิดเผยนโยบายการลงทุน ค่าธรรมเนียม และความเสี่ยง
Fund Fact Sheet เอกสารสรุปข้อมูลกองทุนที่ บลจ. เผยแพร่เป็นระยะ

ความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างกองทุนไทยกับ master fund เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราเปรียบเทียบกองทุนได้อย่างเป็นธรรม

ทำไมต้องดูว่ากองทุนไทยไปลงทุนที่ไหนต่อ

เหตุผลที่ 1: กองทุนชื่อต่างกันอาจลงทุนในสินทรัพย์เดียวกัน

ตัวอย่างจาก DooPortfolio พบว่ากองทุนไทยหลายกองไปลงทุนต่อในกองทุนหลักตัวเดียวกัน เช่น iShares Core S&P 500 ETF มีกองทุนไทยหลายกองเข้าไปลงทุน หรือ SPDR Gold Trust ก็มีกองทุนไทยจำนวนหนึ่งที่ใช้เป็น master fund

ถ้าเราถือกองทุนไทยสองกองที่ลงทุนต่อใน S&P 500 ETF ตัวเดิม เรากำลังถือความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐซ้ำกันสองชั้น โดยอาจคิดว่ากระจายดีแล้ว

เหตุผลที่ 2: ค่าธรรมเนียมซ้อนกัน

เมื่อลงทุนผ่าน feeder fund เราจ่ายค่าธรรมเนียมสองชั้น ค่าธรรมเนียมของกองทุนไทยเอง และค่าธรรมเนียมที่ master fund เรียกเก็บ ซึ่งถูกรวมอยู่ในผลตอบแทนที่เราได้รับแล้ว

ตัวเลข "ค่าฟีรวมที่เก็บจริง" ที่ DooPortfolio แสดงจึงสำคัญ เพราะเป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงในงวดที่รายงาน ต่างจากเพดานค่าธรรมเนียมที่ระบุในหนังสือชี้ชวน ซึ่งมักสูงกว่าค่าที่เก็บจริง

เหตุผลที่ 3: นโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

กองทุนไทยที่ลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงสองชั้น ความเสี่ยงของสินทรัพย์อ้างอิง และความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

กองทุนไทยแต่ละกองอาจมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX hedge) ต่างกัน บางกอง hedge บางส่วน บางกองไม่ hedge บางกองให้เลือกเป็นทางเลือกเสริม หากดูแค่ชื่อกองทุนจะไม่เห็นความแตกต่างนี้

วิธีดูว่ากองทุนไทยไปลงทุนที่ไหน

1. ดูจาก DooPortfolio

เข้าไปที่หน้า ETF และกองทุนหลัก จะเห็นรายการกองทุนหลัก เช่น iShares Core S&P 500 ETF, SPDR Gold Trust, iShares MSCI ACWI ETF, PIMCO GIS Income Fund, Invesco NASDAQ 100 ETF พร้อมจำนวนกองทุนไทยที่ลงทุนต่อในแต่ละกองหลัก

ตัวอย่างจากหน้าเว็บจริง:

Master Fund / ETF ประเภท จำนวนกองทุนไทยที่ลงทุนต่อ
SPDR Gold Trust สินค้าโภคภัณฑ์ 25
PIMCO GIS Income Fund ตราสารหนี้ 19
iShares Core S&P 500 ETF หุ้น 19
iShares MSCI ACWI ETF หุ้น 15
Invesco NASDAQ 100 ETF หุ้น 11

เมื่อคลิกเข้าไปในแต่ละ master fund จะเห็นรายชื่อกองทุนไทยที่ลงทุนต่อ พร้อมค่าธรรมเนียมที่เก็บจริงของแต่ละกอง ทำให้เปรียบเทียบได้ว่ากองไหนเสียค่าธรรมเนียมมากกว่ากัน

2. ดูจากหนังสือชี้ชวน

หนังสือชี้ชวนของกองทุนไทยทุกกองระบุนโยบายการลงทุนไว้ชัดเจน หากกองทุนเป็น feeder fund จะระบุว่าลงทุนในกองทุนหลักใด ในสัดส่วนเท่าไร ส่วนใหญ่อยู่ในหัวข้อ "นโยบายการลงทุน" หรือ "กองทุนหลักที่ลงทุน"

3. ดูจาก Fund Fact Sheet

Fact Sheet สรุปข้อมูลกองทุนในรูปแบบสั้น มักแสดงสัดส่วนการลงทุน ค่าธรรมเนียม และกองทุนหลักที่ลงทุน เหมาะสำหรับดูภาพรวมเร็ว ๆ โดยไม่ต้องอ่านหนังสือชี้ชวนทั้งฉบับ

4. ดูจากเว็บไซต์ บลจ.

เว็บไซต์ของ บลจ. แต่ละแห่งมีรายละเอียดของกองทุนทุกกองที่จัดการ รวมถึงกองทุนหลักที่ลงทุน ค่าธรรมเนียม และผลการดำเนินงาน

เหตุผลที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

1. รู้ master fund เพื่อเข้าใจความเสี่ยงจริง

การรู้ว่ากองทุนไทยไปลงทุนใน S&P 500 ETF ทำให้เรารู้ว่าความเสี่ยงหลักคือตลาดหุ้นสหรัฐ ไม่ใช่แค่ "กองทุนหุ้นต่างประเทศ" ทั่ว ๆ ไป ส่วนกองที่ไปลงทุนใน SPDR Gold Trust ความเสี่ยงหลักคือราคาทองคำ ซึ่งมีพฤติกรรมต่างจากหุ้น

การเข้าใจว่าเงินของเราไปอยู่ที่ไหน ช่วยให้เราตอบคำถามได้ว่าพอร์ตโดยรวมกระจายความเสี่ยงได้จริงหรือไม่

2. เปรียบเทียบกองทุนไทยที่ลงทุนในกองแม่เดียวกัน

เมื่อพบว่ามีกองทุนไทยหลายกองลงทุนต่อใน master fund เดียวกัน คำถามที่ตามมาคือ:

  • แต่ละกองมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราและเปลี่ยนต่างกันอย่างไร
  • ค่าธรรมเนียมรวมต่างกันเท่าไร
  • มีความต่างด้านการปรับสมดุลหรือการป้องกันความเสี่ยงอื่น ๆ หรือไม่
  • บลจ. ไหนมีนโยบายการสื่อสารกับผู้ถือหน่วยดีกว่า

ตัวเลือกที่ "แพงกว่า" ในแง่ค่าธรรมเนียมอาจคุ้มถ้ามี hedge ที่ดีกว่า หรือบริการที่ตอบโจทย์การลงทุนของเรามากกว่า แต่ถ้าแพงกว่าโดยไม่มีเหตุผลรองรับ ก็เป็นสัญญาณว่าควรพิจารณาทางเลือกอื่น

3. ระวังการซ้ำซ้อนในพอร์ต

ถ้าพอร์ตมีกองทุนไทยหลายกองที่ลงทุนใน master fund ประเภทเดียวกัน เช่น ลงทุนใน S&P 500 ETF หลายกอง หรือลงทุนในกองตราสารหนี้ต่างประเทศหลายกอง พอร์ตจะมีความเสี่ยงกระจุกตัวโดยไม่รู้ตัว

DooPortfolio มีเครื่องมือ "ตรวจพอร์ตซ้ำซ้อน" ที่ช่วยให้เห็นว่าพอร์ตที่บันทึกไว้ มีกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์หรือ master fund เดียวกันมากเกินไปหรือไม่

4. เข้าใจข้อจำกัดของข้อมูล

การจัดกลุ่มกองทุนไทยที่ลงทุนในกองแม่เดียวกันใน DooPortfolio ใช้ชื่อกองทุนหลักที่ ก.ล.ต. เปิดเผย แล้วทำความสะอาดชื่อก่อนจับคู่ วิธีนี้มีข้อจำกัดที่ควรรู้ หากชื่อกองแม่สะกดต่างกันมากเกินกว่าการทำความสะอาดข้อความจะจับได้ อาจมีบางกองที่ควรอยู่กลุ่มเดียวกันแต่ยังไม่ถูกจัดกลุ่ม

ดังนั้นเครื่องมือนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย หากต้องการความแม่นยำสูง ควรยืนยันกับหนังสือชี้ชวนอีกครั้ง

ตัวอย่างการใช้ข้อมูลนี้ในทางปฏิบัติ

สมมติเรามีพอร์ตที่ประกอบด้วย:

  • กองทุนไทย A ที่ลงทุนใน S&P 500 ETF
  • กองทุนไทย B ที่ลงทุนใน S&P 500 ETF
  • กองทุนไทย C ที่ลงทุนใน MSCI ACWI ETF
  • กองทุนไทย D ที่ลงทุนใน SPDR Gold Trust

หากดูแค่ชื่อกองทุนไทย เราอาจรู้สึกว่าพอร์ตมีความหลากหลาย แต่เมื่อดูว่าทั้ง A และ B ไปลงทุนในสินทรัพย์เดียวกัน จะเห็นว่าพอร์ตมีความเสี่ยงกระจุกตัวในหุ้นสหรัฐมากกว่าที่คิด

การดูข้อมูล master fund ช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าจะปรับพอร์ตอย่างไร เช่น เปลี่ยน B เป็นกองทุนที่ลงทุนใน ETF ของตลาดอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยงให้ดีขึ้น

สิ่งที่ต้องทำหลังรู้ว่า master fund คืออะไร

  1. ตรวจสอบว่าพอร์ตของเรามีกองทุนที่ลงทุนซ้ำกันมากเกินไปหรือไม่
  2. เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมของกองทุนไทยที่ลงทุนในกองแม่เดียวกัน
  3. ดูนโยบายการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละกอง
  4. อ่านหนังสือชี้ชวนของกองทุนที่สนใจเพื่อยืนยันข้อมูล
  5. ถ้าพอร์ตมีความซ้ำซ้อน พิจารณาปรับสัดส่วนหรือเปลี่ยนกองทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง

ดู ETF และกองทุนหลัก · ตรวจพอร์ตซ้ำซ้อน · Portfolio Builder

ข้อจำกัดความรับผิด

บทความนี้อธิบายวิธีดูว่ากองทุนไทยไปลงทุนต่อใน master fund หรือ ETF ใด ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล การจัดกลุ่มกองทุนที่ลงทุนในกองแม่เดียวกันอิงจากชื่อกองทุนหลักที่เปิดเผย อาจมีข้อจำกัดหากชื่อสะกดต่างกัน ผู้ลงทุนควรยืนยันข้อมูลกับหนังสือชี้ชวน และพิจารณาความเสี่ยง ค่าธรรมเนียม ภาษี และความเหมาะสมกับเป้าหมายของตนเองก่อนตัดสินใจ

แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

แท็กdooportfoliofundmaster-fundfeeder-fundetf
คุยกับเรา