กองทุนไทยลงทุนต่อใน Master Fund หรือ ETF อะไร: วิธีดูและเหตุผลที่ควรรู้
เมื่อกองทุนไทยเป็น feeder fund ที่ลงทุนต่อใน master fund หรือ ETF ต่างประเทศ จะดูอย่างไรว่ากองไหนไปลงทุนที่ไหน พร้อมเหตุผลที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
คนที่ลงทุนกองทุนรวมในไทยหลายคนเลือกกองจากชื่อหรือผลตอบแทนย้อนหลัง ซึ่งดูเข้าใจง่าย แต่พอเปิดหนังสือชี้ชวนจะพบว่ากองทุนไทยจำนวนมากไม่ได้ลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้โดยตรง หลายกองเป็น "กองตัวกลาง" ที่รับเงินจากนักลงทุนไทยแล้วนำไปลงทุนต่อในกองทุนหลักหรือ ETF ต่างประเทศ ซึ่งเรียกกันว่า feeder fund และกองทุนที่ถูกลงทุนต่อเรียกว่า master fund
การรู้ว่ากองทุนไทยที่เราถืออยู่ ไปลงทุนต่อที่ไหน ช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นขึ้นมาก เพราะกองทุนไทยหลายกองที่ชื่อต่างกันอาจพาเงินของเราไปอยู่ในสินทรัพย์เดียวกัน
คำศัพท์ที่ต้องรู้ก่อน
| คำ | ความหมาย |
|---|---|
| Feeder fund | กองทุนที่รับเงินจากนักลงทุนแล้วนำไปลงทุนในกองทุนอื่นเป็นหลัก |
| Master fund | กองทุนหลักที่ feeder fund เข้าไปลงทุนต่อ มักอยู่ต่างประเทศ |
| ETF (Exchange-Traded Fund) | กองทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ มักพยายามเลียนแบบดัชนีหรือสินทรัพย์อ้างอิง |
| หนังสือชี้ชวน | เอกสารที่ บลจ. เปิดเผยนโยบายการลงทุน ค่าธรรมเนียม และความเสี่ยง |
| Fund Fact Sheet | เอกสารสรุปข้อมูลกองทุนที่ บลจ. เผยแพร่เป็นระยะ |
ความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างกองทุนไทยกับ master fund เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราเปรียบเทียบกองทุนได้อย่างเป็นธรรม
ทำไมต้องดูว่ากองทุนไทยไปลงทุนที่ไหนต่อ
เหตุผลที่ 1: กองทุนชื่อต่างกันอาจลงทุนในสินทรัพย์เดียวกัน
ตัวอย่างจาก DooPortfolio พบว่ากองทุนไทยหลายกองไปลงทุนต่อในกองทุนหลักตัวเดียวกัน เช่น iShares Core S&P 500 ETF มีกองทุนไทยหลายกองเข้าไปลงทุน หรือ SPDR Gold Trust ก็มีกองทุนไทยจำนวนหนึ่งที่ใช้เป็น master fund
ถ้าเราถือกองทุนไทยสองกองที่ลงทุนต่อใน S&P 500 ETF ตัวเดิม เรากำลังถือความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐซ้ำกันสองชั้น โดยอาจคิดว่ากระจายดีแล้ว
เหตุผลที่ 2: ค่าธรรมเนียมซ้อนกัน
เมื่อลงทุนผ่าน feeder fund เราจ่ายค่าธรรมเนียมสองชั้น ค่าธรรมเนียมของกองทุนไทยเอง และค่าธรรมเนียมที่ master fund เรียกเก็บ ซึ่งถูกรวมอยู่ในผลตอบแทนที่เราได้รับแล้ว
ตัวเลข "ค่าฟีรวมที่เก็บจริง" ที่ DooPortfolio แสดงจึงสำคัญ เพราะเป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงในงวดที่รายงาน ต่างจากเพดานค่าธรรมเนียมที่ระบุในหนังสือชี้ชวน ซึ่งมักสูงกว่าค่าที่เก็บจริง
เหตุผลที่ 3: นโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
กองทุนไทยที่ลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงสองชั้น ความเสี่ยงของสินทรัพย์อ้างอิง และความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
กองทุนไทยแต่ละกองอาจมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX hedge) ต่างกัน บางกอง hedge บางส่วน บางกองไม่ hedge บางกองให้เลือกเป็นทางเลือกเสริม หากดูแค่ชื่อกองทุนจะไม่เห็นความแตกต่างนี้
วิธีดูว่ากองทุนไทยไปลงทุนที่ไหน
1. ดูจาก DooPortfolio
เข้าไปที่หน้า ETF และกองทุนหลัก จะเห็นรายการกองทุนหลัก เช่น iShares Core S&P 500 ETF, SPDR Gold Trust, iShares MSCI ACWI ETF, PIMCO GIS Income Fund, Invesco NASDAQ 100 ETF พร้อมจำนวนกองทุนไทยที่ลงทุนต่อในแต่ละกองหลัก
ตัวอย่างจากหน้าเว็บจริง:
| Master Fund / ETF | ประเภท | จำนวนกองทุนไทยที่ลงทุนต่อ |
|---|---|---|
| SPDR Gold Trust | สินค้าโภคภัณฑ์ | 25 |
| PIMCO GIS Income Fund | ตราสารหนี้ | 19 |
| iShares Core S&P 500 ETF | หุ้น | 19 |
| iShares MSCI ACWI ETF | หุ้น | 15 |
| Invesco NASDAQ 100 ETF | หุ้น | 11 |
เมื่อคลิกเข้าไปในแต่ละ master fund จะเห็นรายชื่อกองทุนไทยที่ลงทุนต่อ พร้อมค่าธรรมเนียมที่เก็บจริงของแต่ละกอง ทำให้เปรียบเทียบได้ว่ากองไหนเสียค่าธรรมเนียมมากกว่ากัน
2. ดูจากหนังสือชี้ชวน
หนังสือชี้ชวนของกองทุนไทยทุกกองระบุนโยบายการลงทุนไว้ชัดเจน หากกองทุนเป็น feeder fund จะระบุว่าลงทุนในกองทุนหลักใด ในสัดส่วนเท่าไร ส่วนใหญ่อยู่ในหัวข้อ "นโยบายการลงทุน" หรือ "กองทุนหลักที่ลงทุน"
3. ดูจาก Fund Fact Sheet
Fact Sheet สรุปข้อมูลกองทุนในรูปแบบสั้น มักแสดงสัดส่วนการลงทุน ค่าธรรมเนียม และกองทุนหลักที่ลงทุน เหมาะสำหรับดูภาพรวมเร็ว ๆ โดยไม่ต้องอ่านหนังสือชี้ชวนทั้งฉบับ
4. ดูจากเว็บไซต์ บลจ.
เว็บไซต์ของ บลจ. แต่ละแห่งมีรายละเอียดของกองทุนทุกกองที่จัดการ รวมถึงกองทุนหลักที่ลงทุน ค่าธรรมเนียม และผลการดำเนินงาน
เหตุผลที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
1. รู้ master fund เพื่อเข้าใจความเสี่ยงจริง
การรู้ว่ากองทุนไทยไปลงทุนใน S&P 500 ETF ทำให้เรารู้ว่าความเสี่ยงหลักคือตลาดหุ้นสหรัฐ ไม่ใช่แค่ "กองทุนหุ้นต่างประเทศ" ทั่ว ๆ ไป ส่วนกองที่ไปลงทุนใน SPDR Gold Trust ความเสี่ยงหลักคือราคาทองคำ ซึ่งมีพฤติกรรมต่างจากหุ้น
การเข้าใจว่าเงินของเราไปอยู่ที่ไหน ช่วยให้เราตอบคำถามได้ว่าพอร์ตโดยรวมกระจายความเสี่ยงได้จริงหรือไม่
2. เปรียบเทียบกองทุนไทยที่ลงทุนในกองแม่เดียวกัน
เมื่อพบว่ามีกองทุนไทยหลายกองลงทุนต่อใน master fund เดียวกัน คำถามที่ตามมาคือ:
- แต่ละกองมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราและเปลี่ยนต่างกันอย่างไร
- ค่าธรรมเนียมรวมต่างกันเท่าไร
- มีความต่างด้านการปรับสมดุลหรือการป้องกันความเสี่ยงอื่น ๆ หรือไม่
- บลจ. ไหนมีนโยบายการสื่อสารกับผู้ถือหน่วยดีกว่า
ตัวเลือกที่ "แพงกว่า" ในแง่ค่าธรรมเนียมอาจคุ้มถ้ามี hedge ที่ดีกว่า หรือบริการที่ตอบโจทย์การลงทุนของเรามากกว่า แต่ถ้าแพงกว่าโดยไม่มีเหตุผลรองรับ ก็เป็นสัญญาณว่าควรพิจารณาทางเลือกอื่น
3. ระวังการซ้ำซ้อนในพอร์ต
ถ้าพอร์ตมีกองทุนไทยหลายกองที่ลงทุนใน master fund ประเภทเดียวกัน เช่น ลงทุนใน S&P 500 ETF หลายกอง หรือลงทุนในกองตราสารหนี้ต่างประเทศหลายกอง พอร์ตจะมีความเสี่ยงกระจุกตัวโดยไม่รู้ตัว
DooPortfolio มีเครื่องมือ "ตรวจพอร์ตซ้ำซ้อน" ที่ช่วยให้เห็นว่าพอร์ตที่บันทึกไว้ มีกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์หรือ master fund เดียวกันมากเกินไปหรือไม่
4. เข้าใจข้อจำกัดของข้อมูล
การจัดกลุ่มกองทุนไทยที่ลงทุนในกองแม่เดียวกันใน DooPortfolio ใช้ชื่อกองทุนหลักที่ ก.ล.ต. เปิดเผย แล้วทำความสะอาดชื่อก่อนจับคู่ วิธีนี้มีข้อจำกัดที่ควรรู้ หากชื่อกองแม่สะกดต่างกันมากเกินกว่าการทำความสะอาดข้อความจะจับได้ อาจมีบางกองที่ควรอยู่กลุ่มเดียวกันแต่ยังไม่ถูกจัดกลุ่ม
ดังนั้นเครื่องมือนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย หากต้องการความแม่นยำสูง ควรยืนยันกับหนังสือชี้ชวนอีกครั้ง
ตัวอย่างการใช้ข้อมูลนี้ในทางปฏิบัติ
สมมติเรามีพอร์ตที่ประกอบด้วย:
- กองทุนไทย A ที่ลงทุนใน S&P 500 ETF
- กองทุนไทย B ที่ลงทุนใน S&P 500 ETF
- กองทุนไทย C ที่ลงทุนใน MSCI ACWI ETF
- กองทุนไทย D ที่ลงทุนใน SPDR Gold Trust
หากดูแค่ชื่อกองทุนไทย เราอาจรู้สึกว่าพอร์ตมีความหลากหลาย แต่เมื่อดูว่าทั้ง A และ B ไปลงทุนในสินทรัพย์เดียวกัน จะเห็นว่าพอร์ตมีความเสี่ยงกระจุกตัวในหุ้นสหรัฐมากกว่าที่คิด
การดูข้อมูล master fund ช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าจะปรับพอร์ตอย่างไร เช่น เปลี่ยน B เป็นกองทุนที่ลงทุนใน ETF ของตลาดอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยงให้ดีขึ้น
สิ่งที่ต้องทำหลังรู้ว่า master fund คืออะไร
- ตรวจสอบว่าพอร์ตของเรามีกองทุนที่ลงทุนซ้ำกันมากเกินไปหรือไม่
- เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมของกองทุนไทยที่ลงทุนในกองแม่เดียวกัน
- ดูนโยบายการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละกอง
- อ่านหนังสือชี้ชวนของกองทุนที่สนใจเพื่อยืนยันข้อมูล
- ถ้าพอร์ตมีความซ้ำซ้อน พิจารณาปรับสัดส่วนหรือเปลี่ยนกองทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง
ดู ETF และกองทุนหลัก · ตรวจพอร์ตซ้ำซ้อน · Portfolio Builder
ข้อจำกัดความรับผิด
บทความนี้อธิบายวิธีดูว่ากองทุนไทยไปลงทุนต่อใน master fund หรือ ETF ใด ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล การจัดกลุ่มกองทุนที่ลงทุนในกองแม่เดียวกันอิงจากชื่อกองทุนหลักที่เปิดเผย อาจมีข้อจำกัดหากชื่อสะกดต่างกัน ผู้ลงทุนควรยืนยันข้อมูลกับหนังสือชี้ชวน และพิจารณาความเสี่ยง ค่าธรรมเนียม ภาษี และความเหมาะสมกับเป้าหมายของตนเองก่อนตัดสินใจ